บริษัท ไทยโพลีอะคริลิค จำกัด (มหาชน)
รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 26
วันที่ 28 เมษายน 2553 เวลา 10.00 น.
บริษัท ไทยโพลีอะคริลิค จำกัด (มหาชน) ได้จัดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 26 ในวันที่ 28 เมษายน 2553 เวลา 10.00 น. ณ โรงแรม เอส . ดี. อเวนิว ห้องชลลดา ชั้น 1 ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
นายสุจิตร ศรีเวทย์บดี ทำหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุม ประธานได้กล่าวเปิดประชุม พร้อมทั้งแนะนำกรรมการ ผู้บริหาร และผู้รับเชิญที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้
กรรมการบริษัทที่เข้าร่วมประชุม
1. นายเสรี ศักดิ์สวัสดิ์ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ และกรรมการอิสระ
2. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วัธนี พรรณเชษฐ์ กรรมการตรวจสอบ และกรรมการอิสระ
3. นายสรศักดิ์ สุชาติ กรรมการตรวจสอบ และกรรมการอิสระ
4. นายสุจิตร ศรีเวทย์บดี กรรมการ และกรรมการผู้จัดการ
ผู้บริหารบริษัทที่เข้าร่วมประชุม
1. นายธเนตร ขำเชิดชูไชย ผู้จัดการฝ่ายการค้าพาณิชย์
2. นางสาวสมจิตร บุญพิบูลย์มิตร ผู้จัดการฝ่ายบัญชี และการเงิน
3. นายพงษ์สิน ม่วงศรี ผู้จัดการฝ่ายความปลอดภัยอาชีวอนามัย
และสิ่งแวดล้อม / ระบบงาน
4. นายธนวัฒน์ กุลประเสริฐรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและกฎหมาย
5. นายพงศ์สันต์ อัศวะศิริจินดา ผู้จัดการฝ่ายขายในประเทศ
6. นางสาวรัชนี พิบูลย์มหาโชติกุล ผู้ตรวจสอบภายใน
7. นางมัสยา รุ่งเรือง เลขานุการกรรมการผู้จัดการ
ที่ปรึกษาทางกฎหมายบริษัท
1. ดร.นิพนธ์ ศรีทองอินทร์
ตัวแทนจากบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาร์สคูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด
1. นายวิเชียร กิ่งมนตรี ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขที่ 3977
2. นายไกรแสง ธีระนุลักษณ์ ผู้จัดการผู้สอบบัญชีอาวุโส
เลขานุการบริษัท
1. นางสาวพัชรีย์ มณีธรรมวงศ์
กรรมการที่ไม่สามารถเข้าร่วมการประชุม
1. นายไซ จิน ลู ประธานกรรมการ
2. นายเอียน แลมเบิร์ต กรรมการ
3. นายเล ชุง เลียว กรรมการ
4. นายแจน แดม ปีเดอร์เซ่น กรรมการ
5. นายโจนี่ อาซิคายเน็น กรรมการ
ประธานชี้แจงให้ทราบถึงสาเหตุที่กรรมการบางท่านไม่สามารถเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ เนื่องจากกรรมการบางท่านติดภารกิจ บางท่านไม่สะดวกเข้าร่วมประชุม อันเป็นผลสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองของประเทศไทย
- ก่อนเริ่มการประชุม ประธานได้อธิบายถึงกรอบการประชุมให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะได้รับทราบว่า ได้ยึดถือแนวทางของปีที่ผ่านมา โดยเริ่มประชุมตามวาระที่กำหนดเท่านั้น และไม่มีการแทรกวาระอื่นใดนอกเหนือจากที่ได้บรรจุไว้ในวาระการประชุมแล้ว
- ประธานได้ชี้แจงรายละเอียดของระเบียบการลงคะแนนเสียงในวาระต่าง ๆ ดังนี้
แนะนำการใช้บัตรลงคะแนน ( Voting cards) ตามที่บริษัทได้จัดไว้
วิธีการลงคะแนน ผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะจะเริ่มพิจารณาตั้งแต่วาระที่ 3 ถึง วาระที่ 8
ลงมติ ในบัตรลงคะแนน (Voting cards) โดยบัตรจะมีช่องให้ลงคะแนน "เห็นด้วย" หรือ ไม่เห็นด้วย
หรือ "งดออกเสียง"
การลงมติ ผู้ถือหุ้นสามารถลงได้ตามความเห็นชอบว่าควรจะลงมติอย่างไร หรือตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้ถือหุ้นในกรณีที่เป็นผู้รับมอบฉันทะ โดยการออกเสียงลงคะแนนให้ถือว่าหนึ่งหุ้นมีหนึ่งเสียง พร้อมทั้งแสดงสไลด์บัตรลงคะแนน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะได้เห็นและเข้าใจอย่างชัดเจน
ประธานจะใช้เวลา 1-2 นาที เพื่อให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะพิจารณาพร้อมทั้งลงมติ
ในช่วงระยะเวลาการอธิบายของแต่ละวาระ ถ้าผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะท่านใดมีข้อซักถามหรือสงสัยในวาระใดก็สามารถซักถามได้ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นมากที่สุด
หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่บริษัทจะทำการเก็บรวบรวมคะแนน ประธานจะแจ้งผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะรับทราบผลการลงคะแนนในตอนท้ายสุด และระหว่างรอผลการลงคะแนน ก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะซักถามอีกครั้ง
ประธานแจ้งต่อที่ประชุมให้ทราบถึง จำนวนผู้ถือหุ้นที่มาร่วมประชุมในครั้งนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 51 ท่าน คิดเป็นจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 10,815,224 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 89.01 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด 12,150,000 หุ้น แบ่งเป็นผู้ถือหุ้นที่มาร่วมประชุมด้วยตนเอง 13 ท่าน เป็นจำนวนหุ้น 39,000 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 0.32 และผู้รับมอบฉันทะจำนวนทั้งสิ้น 38 ท่าน เป็นจำนวนหุ้น 10,776,224 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 88.69
ลงนามตรวจสอบโดย ดร.นิพนธ์ ศรีทองอินทร์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางกฎหมายของบริษัท
หลังจากที่ประธานได้แจ้งต่อที่ประชุมให้ทราบถึงจำนวนผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม ได้มีผู้ถือหุ้นทยอยเพิ่มเข้ามาอีก 4 ท่าน รวมทั้งสิ้น 55 ท่าน คิดเป็นจำนวนหุ้นทั้งสิ้น 10,817,364 หุ้น เป็นร้อยละ 89.03 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด 12,150,000 หุ้น แบ่งเป็นผู้ที่มาร่วมประชุมด้วยตนเอง 17 ท่าน เป็นจำนวนหุ้น 41,140 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 0.34 และผู้รับมอบฉันทะยังคงจำนวนเดิม คือจำนวนทั้งสิ้น 38 ท่าน เป็นจำนวนหุ้น10,776,224 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 88.69
ไม่มีผู้เข้าร่วมประชุมทักท้วงหรือคัดค้านแต่อย่างใด ประธานจึงเริ่มการประชุมตามระเบียบวาระการประชุมดังต่อไปนี้
วาระที่ 1 พิจารณารับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 25 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2552
ประธานเสนอให้ที่ประชุมพิจารณารับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 25 ซึ่งได้จัดขึ้นที่โรงแรมรอยัลซิตี้ ห้องบางกอกน้อย ชั้น 3 ถนนบรมราชชนนี กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2552 โดยบริษัทได้จัดส่งสำเนารายงานการประชุมดังกล่าวให้กับผู้ถือหุ้นพร้อมกับหนังสือเชิญประชุมแล้ว
ความเห็นคณะกรรมการ เห็นควรเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นรับรองรายงานการประชุม ครั้งที่ 25 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2552
ไม่มีผู้ถือหุ้นทักท้วง หรือขอให้แก้ไขรายงานการประชุมเป็นอย่างอื่น
ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติรับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 25 ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2552
วาระที่ 2 รายงานผลการดำเนินงานของบริษัท ประจำปี 2552
ประธานได้สรุปผลการดำเนินงานที่ผ่านมาในรอบปี 2552 ต่อที่ประชุมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจการเมืองของประเทศไทย และเศรษฐกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นสิ่งที่กังวลมากของชาวไทยและชาวต่างประเทศ ประกอบกับความไม่มั่นคงทางการเมือง ทำให้การคาดการณ์ผลประกอบการตามงบประมาณการของบริษัทในปี 2552 ค่อนข้างต่ำ แต่ผิดความคาดหมายเพราะ ในไตรมาสที่ 1 บริษัทมีผลประกอบการดีมาก เหตการณ์ทางการเมืองสงบลงทุกอย่างเป็นไปด้วยดี การส่งออกในภูมิภาคหลาย ๆ ประเทศทำได้ดีมาก สำหรับประเทศไทยอุปสงค์ดีมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นต้นไป อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นตัวหลักที่ฟื้นฟูทำให้ยอดขายในประเทศ ในส่วนของ ABS, HIPS และอะคริลิค สูงมากจนถึงไตรมาสที่ 3 และ 4 สำหรับไตรมาสที่ 4 ตัวเลขลดลงบ้างเล็กน้อย เนื่องจากปัญหาทางการเมืองเริ่มเข้ามาเกี่ยวข้องอีกครั้ง และเป็นช่วงฤดูกาลของลูกค้ายุโรปหรือต่างประเทศที่เป็นคู่ค้าลดการสั่งซื้อสินค้าลงในช่วงเดือนพฤศจิกายน และเดือนธันวาคม อย่างไรก็ตาม ภาพโดยรวม รายได้จากการขายทั้งปีถือว่าเกินเป้าหมายทุกประการ เป็นเพราะตลาดต่างประเทศไม่ได้แย่ลง และบางประเทศดีมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนตลาดในประเทศได้รับผลดีจากอุตสาหกรรมยานยนต์ และอุตสาหกรรมก่อสร้าง ทำให้ผลิตภัณฑ์ทั้งอะคริลิค และพลาสติกระบบเครื่องรีด เช่น ABS, Hips หรือ PP Profile (พลาสติกลูกฟูก) เป็นไปด้วยดีตลอดทั้งปี
จากเหตุผลข้างต้น ทำให้บริษัทมีผลประกอบการสูงเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้
ในปี 2552 บริษัทมีผลกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน 5.04 บาทต่อหุ้น สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้เพียง 1.58 บาทต่อหุ้น และสูงกว่าผลประกอบการในปี 2551 ที่กำหนดไว้ 3.96 บาทต่อหุ้น แม้ว่ารายได้จากการขายปี 2552 จะลดลงจากปี 2551 แต่โดยรวมในปี 2552 บริษัทสามารถบริหารจัดการให้มีผลกำไรก่อนหักภาษีเงินได้จำนวน 77.8 ล้านบาท เทียบกับผลกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ของปี 2551 จำนวน 68.3 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13.9
ปัจจัยที่ทำให้กำไรเพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากการลดต้นทุนการผลิต โดยการเพิ่มประสิทธิภาพและลดความสูญเสียในการผลิต รวมถึงการใช้นโยบายการตลาด ในการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสภาวะการตลาด
ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดสงสัยหรือมีคำถาม ประธานจึงเสนอความเห็นคณะกรรมการ
ความเห็นคณะกรรมการ เห็นควรรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทประจำปี 2552 ให้ที่ประชุมสามัญ
ผู้ถือหุ้น รับทราบ
ผู้ถือหุ้นรับทราบผลการดำเนินงานของบริษัทประจำปี 2552
วาระที่ 3 พิจารณาอนุมัติงบการเงินสำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552
ประธานได้แถลงต่อที่ประชุมเรื่อง งบการเงินสำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ประกอบด้วย
งบดุลและงบกำไรขาดทุน ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแล้ว ตามที่ได้แสดงไว้ในรายงานประจำ ปี 2552 และได้จัดส่งให้แก่ผู้ถือหุ้นพร้อมกับหนังสือเชิญประชุมแล้ว
จากงบการเงินดังกล่าว บริษัทได้รับการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จากอัตราร้อยละ 30 เป็นอัตราร้อยละ 25 สำหรับการใช้คำนวณภาษีเงินได้สำหรับปี 2552 ทำให้กำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้ของบริษัท ในปี 2552 เท่ากับ 61.2 ล้านบาท
ประธานตอบข้อซักถาม ตามที่ผู้ถือหุ้นสอบถาม
ผู้เถือหุ้นซึ่งไม่ประสงค์จะออกนาม
1. การพิจารณางบกำไรขาดทุน ค่าตอบแทนคณะกรรมการและผู้บริหาร ในปี 2551 เป็นจำนวนเงินเท่ากับ 17.5 ล้านบาท แต่ในปี 2552 เพิ่มขึ้นเป็น 26.5 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิม 9.0 ล้านบาท ไม่ทราบว่ามีเหตุผลอะไร
ประธานชี้แจงให้ทราบ สาเหตุที่เพิ่มขึ้นเกิดจาก
การจ่ายค่าบำเหน็จหรือค่าตอบแทนของประธานสำหรับการครบเกษียนอายุ
การจ่ายค่าโบนัส หรือ Variable Bonus ที่จ่ายให้กับพนักงานทั้งองค์กร เนื่องจากบริษัทโดยรวมของบริษัท Lucite International มีผลประกอบการสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนด ทางบริษัท Lucite International จึงมีการพิจารณาจ่าย Variable Bonus ตามหลักเกณฑ์ของบริษัท
2. ค่าใช้จ่ายในการบริหาร ในปี 2552 เพิ่มขึ้น 52.6 ล้านบาท เมื่อเทียบค่าใช้จ่ายในปี 2551 เพียง 47.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเนื่องจากอะไร
คุณสมจิตร บุญพิบูลย์มิตร ตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของบริษัท ได้ช่วยประธานตอบข้อซักถามดังกล่าว
สาเหตุหลักมาจากในปี 2552 มีการจ่าย Variable Bonus ให้กับพนักงานของบริษัททั้งหมด ซึ่งเมื่อเทียบ
กับปี 2551 ไม่มีการจ่าย Variable Bonus ให้กับพนักงานของบริษัทแต่อย่างใด
ประธานกล่าวเสริม
การจ่าย Variable Bonus ไม่ได้มีการจ่ายกันทุกปี ซึ่งการจ่าย Variable Bonus ดังกล่าวเป็นระบบที่เกิดขึ้นเฉพาะในปีที่บริษัททำกำไรเกินเป้าหมายที่กำหนด มีผลประกอบการดี และภาพรวมบริษัท Lucite International ต้องมีผลประกอบการดี รวมถึงบริษัทในเครือต่างประเทศก็ต้องดีด้วยเช่นกัน การพิจารณานั้นทางสำนักงานใหญ่เป็นผู้พิจารณา เช่น ในปี 2551 องค์กรของบริษัทก็ไม่ได้รับ Variable Bonus ทั้งที่ผลประกอบการของบริษัททำได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ก็ตาม
คุณชฏาพร ฑีฆาอุตมากร ผู้ถือหุ้นอีกท่านหนึ่ง เสนอประเด็นว่า
การที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารสูงขึ้นนั้น เป็นไปได้หรือไม่ อาจเกิดจากการนำค่าใช้จ่ายจากการตัดจ่ายค่าเสื่อมราคามารวมไว้ด้วย จึงทำให้ค่าใช้จ่ายในการบริหารสูงขึ้น
คุณสมจิตร บุญพิบูลย์มิตร ได้ชี้แจงให้ผู้ถือหุ้นทราบดังนี้
สำหรับค่าเสื่อมราคาก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายรายการหนึ่งในส่วนของค่าใช้จ่ายในการบริหาร แต่ยังไม่ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้นอย่างเป็นสาระสำคัญ เนื่องจากการลงทุนในส่วนของทรัพย์สินในปี 2552 ค่อนข้างน้อย จึงทำให้การเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคายังค่อนข้างคงเดิมหรือลดลง ดังนั้นสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการบริหารนั้นมาจากผลของการจ่าย Variable Bonus ตามที่ได้มีการชี้แจงไปก่อนหน้าแล้ว
ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดสงสัยหรือมีคำถาม ประธานจึงเสนอความเห็นคณะกรรมการ
ความเห็นคณะกรรมการ เห็นควรเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติงบการเงิน สำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552
ประธานเสนอ ให้ที่ประชุมลงมติ โดยใช้บัตรลงคะแนน
ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติงบการเงิน สำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2552 ด้วยคะแนนเสียงดังนี้
อนุมัติ 52 ราย จำนวน 10,815,525 เสียง คิดเป็นร้อยละ 99.98
ไม่อนุมัติ - ราย จำนวน - เสียง คิดเป็นร้อยละ -
งดออกเสียง 3 ราย จำนวน 1,839 เสียง คิดเป็นร้อยละ 0.02
รวม 55 ราย จำนวน 10,817,364 เสียง คิดเป็นร้อยละ 100.00
วาระที่ 4 พิจารณาและอนุมัติการจัดสรรกำไรและการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2552
ประธาน ได้ชึ้แจงรายละเอียดการพิจาารณาและอนุมัติจัดสรรกำไรและการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2552 ให้ผู้ถือหุ้นรับทราบดังนี้
บริษัทมีกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้ประจำปี 2552 จำนวน 61,189,244 บาท หรือกำไรต่อหุ้น 5.04 บาท เทียบกับผลกำไรหลังหักภาษีเงินได้ของปี 2551 เท่ากับ 48,170,000 บาท หรือคิดเป็นกำไรต่อหุ้น 3.96 บาท
ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทจึงกำหนดให้มีการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2552 ในอัตรา 4.50 บาทต่อหุ้น จำนวน 12,150,000หุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 54,675,000 บาท
พร้อมนี้ได้แนบข้อมูลเปรียบเทียบอัตราการจ่ายเงินปันผลในปีที่ผ่านมาเพื่อแสดงให้ทราบดังนี้
รายละเอียดการจ่ายเงินปันผล ปี 2552 (ปีที่เสนอ) ปี 2551 (ปีที่ผ่านมา)
1. กำไรสุทธิ (บาท) 61,189,244 48,171,996
2. จำนวนหุ้น (หุ้น) 12,150,000 12,150,000
3. เงินปันผลจ่ายต่อหุ้น (บาท : หุ้น) 4.50 4.00
4. รวมเป็นเงินปันผลจ่ายทั้งสิ้น (บาท) 54,675,000 48,600,000
5. สัดส่วนการจ่ายเงินปันผล (ร้อยละ) 89.35 100.89
ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดสงสัย หรือคัดค้าน ประธานจึงเสนอความเห็นคณะกรรมการดังนี้
ความเห็นของคณะกรรมการ เห็นควรเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติจัดสรรกำไรและเงินปันผลประจำปี 2552 โดยเสนอให้จ่ายเงินปันผลประจำปี 2552 ในอัตรา 4.50 บาท ต่อหุ้นจำนวน 12,150,000หุ้น เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 54,675,000บาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนเงินปันผลจากกำไรสุทธิหลังหักภาษีร้อยละ 89.35 โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลในวันที่ 11 พฤษภาคม 2553 และปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นเพื่อรวบรวมรายชื่อตามมาตรา 225 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 และกำหนดวันจ่ายเงินปันผลในวันที่ 27 พฤษภาคม 2553
ประธานเสนอให้ที่ประชุมลงมติ โดยใช้บัตรลงคะแนน
ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติการจัดสรรกำไร และเงินปันผลประจำปี 2552 ตามความเห็นของคณะกรรมการ ด้วยคะแนนเสียง ดังนี้
อนุมัติ 52 ราย จำนวน 10,815,525 เสียง คิดเป็นร้อยละ 99.98
ไม่อนุมัติ - ราย จำนวน - เสียง คิดเป็นร้อยละ -
งดออกเสียง 3 ราย จำนวน 1,839 เสียง คิดเป็นร้อยละ 0.02
รวม 55 ราย จำนวน 10,817,364 เสียง คิดเป็นร้อยละ 100.00
วาระที่ 5 พิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชีประจำปี 2553
ประธานได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า คณะกรรมการตรวจสอบได้พิจารณาเลือก บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทประจำปี 2553 โดยบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ได้แต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งต่อไปนี้ทำหน้าที่เป็นผู้สอบบัญชี
1. นางอนุทัย ภูมิสุรกุล ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขที่ 3873
2. นายสมชาย จิณโณวาท ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขที่ 3271
3. นายประสิทธิ เยื่องศรีกุล ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขที่ 4174
และ กำหนดให้นางอนุทัย ภูมิสุรกุล เป็นผู้ทำการตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัท และเป็นผู้ลงลายมือชื่อในงบการเงินของบริษัท แทนนายวิเชียร กิ่งมนตรี ซึ่งเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทมาเป็นระยะเวลา 5 ปี นับตั้งแต่ปี 2548 ถึงปี 2552 ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่กำหนดให้บริษัทจดทะเบียนต้องจัดให้มีการหมุนเวียนผู้สอบบัญชีทุก 5 รอบปีบัญชี
และเสนอให้กำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชีประจำปี 2553 เป็นจำนวนเงิน 1,300,000บาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 100,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.33 เนื่องจากต้องตรวจสอบบัญชีเพิ่มมากขึ้น และเพื่อให้เป็นไปตามข้อ กำหนดมาตรฐานการบัญชีไทยที่มีการแก้ไขและออกใหม่ ซึ่งออกตามมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ
สำหรับค่าบริการอื่น หรือ Non Audit Fee ในรอบปีบัญชีที่ผ่านมา บริษัทไม่มีการรับบริการอื่นจากสำนักงานสอบบัญชีที่ผู้สอบบัญชีสังกัด
ทั้งนี้ผู้สอบบัญชีตามรายชื่อที่เสนอมาข้างต้นนั้น ไม่มีความสัมพันธ์ และ/หรือมีส่วนได้เสียใดๆ กับ บริษัท ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวแต่อย่างใด
ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดสงสัย หรือคัดค้าน ประธานจึงเสนอความเห็นคณะกรรมการดังนี้
ความเห็นคณะกรรมการ เห็นสมควรเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น พิจารณาและอนุมัติการแต่งตั้ง บริษัทไพร้ซวอร์เตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทประจำปี 2553 โดยบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ได้แต่งตั้งบุคลใดบุคลหนึ่งต่อไปนี้ทำหน้าที่เป็นผู้สอบบัญชี
1. นางอนุทัย ภูมิสุรกุล ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขที่ 3873
2. นายสมชาย จิณโณวาท ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขที่ 3271
3. นายประสิทธิ เยื่องศรีกุล ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขที่ 4174
และ กำหนดให้นางอนุทัย ภูมิสุรกุล เป็นผู้ทำการตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัท และเป็นผู้ลงลายมือชื่อในงบการเงินของบริษัท แทนนายวิเชียร กิ่งมนตรี ตามที่บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด เป็นผู้กำหนด พร้อมทั้งพิจารณาอนุมัติค่าตอบแทนผู้สอบบัญชี ประจำปี 2553 เป็นจำนวนเงิน 1,300,000 บาท ตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการตรวจสอบ
ประธานเสนอให้ที่ประชุมลงมติ โดยใช้บัตรลงคะแนน
ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีและกำหนดค่าตอบแทนผู้สอบบัญชีประจำปี 2553 ตามความเห็นของคณะ กรรมการ ด้วยคะแนนเสียง ดังนี้
อนุมัติ 53 ราย จำนวน 10,815,525 เสียง คิดเป็นร้อยละ 99.98
ไม่อนุมัติ - ราย จำนวน - เสียง คิดเป็นร้อยละ -
งดออกเสียง 2 ราย จำนวน 1,939 เสียง คิดเป็นร้อยละ 0.02
รวม 55 ราย จำนวน 10,817,364 เสียง ติดเป็นร้อยละ 100.00
วาระที่ 6 พิจารณาเลือกตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ ตามข้อบังคับ 22 ของบริษัท
ประธาน ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2553 กรรมการหนึ่งในสามต้องออกตามวาระ ซึ่งเป็นไปตามข้อบังคับของบริษัทหมวดที่ 4 ข้อ 22 ดังนี้
ในการประชุมสามัญประจำปีทุกครั้ง ให้กรรมการออกจากตำแหน่งหนึ่งในสามเป็นอัตรา ถ้าจำนวนกรรมการที่จะแบ่งออกให้ตรงเป็นสามส่วนไม่ได้ ก็ให้ออกโดยจำนวนใกล้ที่สุดกับส่วนหนึ่งในสาม กรรมการที่จะต้องออกจากตำแหน่งในปีแรก และปีที่สองภายหลังจดทะเบียนบริษัทนั้น ให้จับสลากกันว่าผู้ใดจะออก ส่วนปีหลังต่อไปให้กรรมการคนที่อยู่ในตำแหน่งนานที่สุดนั้น เป็นผู้ออกจากตำแหน่ง กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระในข้อนี้ อาจได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาเป็นกรรมการใหม่ได้
ประธานแจ้งให้ทราบว่า กรรมการที่ครบกำหนดออกจากตำแหน่งตามวาระในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2553 มีจำนวน 3 ท่าน คือ
1. นายเอียน แลมเบิร์ต
2. นายเสรี ศักดิ์สวัสดิ์
3. นายสรศักดิ์ สุชาติ
ประธานแจ้งในที่ประชุมให้ทราบว่า คณะกรรมการบริษัทได้สรรหาผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมตามหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาที่เปิดเผยในรายงานประจำปี 2552 หัวข้อการสรรหากรรมการและผู้บริหาร และหัวข้อการกำกับดูแลกิจการที่ดี ข้อ 5.5 เรื่องคุณสมบัติกรรมการบริษัทและการสรรหา และเห็นว่าบุคคลทั้ง 3 ท่านนี้ล้วนเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิขของบริษัทและผู้ถือหุ้น และมีบทบาทหน้าที่ที่สำคัญต่อบริษัท พร้อมทั้งแสดงประวัติของกรรมการให้ผู้ถือหุ้นได้ทราบทางสไลด์โดยสังเขป
1. นายเอียน แลมเบิร์ต เป็น Chief Executive Officer (CEO) ของบริษัท Lucite International ได้เข้าร่วมประชุมตามวาระที่สำคัญทุกครั้ง เป็นกรรมการที่ให้ข้อเสนอแนะที่ดีมาโดยตลอดระยะเวลา และมีบทบาทอย่างมากในการบริหารจัดการธุรกิจของบริษัท
2. นายเสรี ศักดิ์สวัสดิ์ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ ให้ความคิดเห็นในเรื่องการตรวจสอบภายในและการจัดการในสิ่งที่มีข้อบกพร่อง
3. นายสรศักดิ์ สุชาติ เป็นกรรมการอิสระที่อยู่กับบริษัทมานาน และมีส่วนร่วมในการวางแนวทางบางอย่างให้กับบริษัท
ดังนั้นจึงสมควรเลือกตั้งกรรมการทั้ง 3 ท่าน กลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการต่อไปอีกวาระหนึ่ง
ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดสงสัย หรือคัดค้าน ประธานจึงเสนอความเห็นคณะกรรมการ ดังนี้
ความเห็นคณะกรรมการ เห็นสมควรเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาและอนุมัติให้กรรมการที่ครบกำหนดออกตามวาระดังมีรายนามข้างต้นทั้ง 3 ท่านกลับเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมการต่อไปอีกวาระหนึ่ง เนื่องจากบุคคลทั้ง 3 ท่านดังกล่าวข้างต้น เป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ มีประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนิน
ธุรกิจของบริษัทและผู้ถือหุ้น
ประธานเสนอให้ที่ประชุมลงมติ โดยใช้บัตรลงคะแนนเพื่อลงคะแนนเสียงให้กับกรรมการโดยแยกเป็นรายบุคคล
ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติการเลือกตั้งกรรมการที่ครบกำหนดออกตามวาระดังมีรายนามข้างต้นทั้ง 3 ท่าน กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่อีกครั้ง ตามความเห็นของคณะกรรมการ โดยกรรมการทั้ง 3 ท่าน ได้รับการอนุมัติด้วยคะแนนเสียงเท่ากัน ดังนี้
อนุมัติ 55 ราย จำนวน 10,817,364 เสียง คิดเป็นร้อยละ 100
ไม่อนุมัติ - ราย จำนวน - เสียง คิดเป็นร้อยละ -
งดออกเสียง - ราย จำนวน - เสียง คิดเป็นร้อยละ -
รวม 55 ราย จำนวน 10,817,364 เสียง คิดเป็นร้อยละ 100
วาระที่ 7 พิจารณาและอนุมัติค่าตอบแทนกรรมการอิสระประจำปี 2553
ประธาน แจ้งให้ทราบว่า คณะกรรมการได้พิจารณาความเหมาะสมของค่าตอบแทนกรรมการอิสระประจำปี 2553 โดยให้เพิ่มจากเดิมท่านละ 298,116 บาท ต่อปี เป็นท่านละ 313,000 บาท ต่อปี หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ส่วนค่าเบี้ยประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบยังคงเหมือนเดิม เป็นครั้งละ 6,000 บาท ต่อท่าน และ 7,000 บาท สำหรับประธานคณะกรรมการตรวจสอบ
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทได้กำหนดหลักเกณฑ์และขั้นตอนการเสนอค่าตอบแทนตามที่เปิดเผยไว้ในรายงานประจำปี 2552 หัวข้อการกำกับดูแลกิจการที่ดี ข้อ 5.7 เรื่องค่าตอบแทนคณะกรรมการบริษัท
ไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดสงสัย หรือคัดค้าน ประธานจึงเสนอความเห็นคณะกรรมการดังนี้
ความเห็นของคณะกรรมการ เห็นควรเสนอให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาและอนุมัติค่าตอบแทนกรรมการอิสระประจำปี 2553 โดยให้เพิ่มค่าตอบแทนประจำปี จากเดิมท่านละ 298,116 บาท ต่อปี เป็นท่านละ 313,000 บาท ต่อปี และในส่วนของค่าเบี้ยประชุมของคณะกรรมการตรวจสอบยังคงเหมือนเดิม เป็นครั้งละ 6,000 บาท ต่อท่าน และ 7,000 บาทสำหรับประธานคณะกรรมการตรวจสอบ
ประธานเสนอให้ที่ประชุมลงมติ โดยใช้บัตรลงคะแนน
ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติค่าตอบแทนกรรมการอิสระประจำปี 2553 ตามความเห็นของคณะกรรมการ ด้วยคะแนนเสียง ดังนี้
อนุมัติ 55 ราย จำนวน 10,817,364 เสียง คิดเป็นร้อยละ 100
ไม่อนุมัติ - ราย จำนวน - เสียง คิดเป็นร้อยละ -
งดออกเสียง - ราย จำนวน - เสียง คิดเป็นร้อยละ -
รวม 55 ราย จำนวน 10,817,364 เสียง คิดเป็นร้อยละ 100
วาระที่ 8 พิจารณาเรื่องอื่น ๆ
ประธานได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะซักถามในเรื่องต่างๆ ซึ่งที่ประชุมมีข้อซักถามดังนี้
ผู้ถือหุ้นท่านแรกที่ไม่ประสงค์จะออกนาม สอบถามประธานว่า
1. ขอทราบแนวโน้มเรื่องผลประกอบการ ในปี 2553
ประธานตอบข้อซักถาม
แนวโน้มปี 2553 คาดว่าน่าจะเป็นไปด้วยดี แต่ไม่สามารถแจ้งเป็นตัวเลขได้ สำหรับลูกค้าทั้งในประเทศและต่าง ประเทศมีการเจริญเติบโตสูง อุตสาหกรรมยานยนต์และโครงการส่งออกยังดีต่อเนื่องรวมถึงสินค้าประเภทตู้เย็น ส่วนสินค้าสุขภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศผลประกอบการจะตกลงบ้าง เช่น แผ่นอะคริลิคที่ใช้ผลิตอ่างอาบน้ำ เนื่องจากการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมก่อสร้างลดลงทั่วโลก แต่ปัจจุบันประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ทั่วโลกมี order เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2552 ดังนั้น แนวโน้มผลประกอบการคาดว่าน่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าไม่มีเหตุการณ์อะไรในประเทศไทยที่รุนแรงมากนัก
2. ปัญหาทางการเมืองส่งผลกระทบกับบริษัทหรือไม่
ประธานตอบข้อซักถาม
มีผลกระทบกับบริษัทบ้างทางด้านบริโภคภายใน แต่ไม่ส่งผลมากนัก เนื่องจากบริษัทมีสินค้าที่หลากหลาย เช่น ผลประกอบการอุตสาหกรรมก่อสร้างตกลง แต่มีอุตสาหกรรมยานยนต์เข้ามารองรับ ซึ่งเป็นข้อดีของบริษัทที่ไม่ได้มีเพียงเฉพาะแผ่นอะคริลิคเท่านั้น ยังมีสินค้าอื่น ๆ เช่น พลาสติกประเภทเครื่องรีด ซึ่งมีสัดส่วนการจำหน่ายในประเทศค่อนข้างสูงถึงร้อยละกว่า 90
สิ่งใดก็ตามที่เป็นผลกระทบทางเศรษฐกิจ หรือทำให้การบริโภคลดลง ย่อมมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลาสติกประเภทเครื่องรีด ซึ่งตรงกันข้ามกับแผ่นอะคริลิค บางครั้งผลประกอบการในประเทศอาจจะตกเนื่องจากปัญหาอะไรก็ตาม แต่ผลประกอบการต่างประเทศอาจจะสูง อยู่ที่การกำหนด ratio การขายระหว่างในประเทศและต่าง ประเทศให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละช่วงเป็นสำคัญ
3. โครงสร้างรายได้ในประเทศมีจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์ และต่างประเทศมีจำนวนกี่เปอร์เซ็นต์
ประธานชี้แจงให้ทราบว่า
โดยภาพรวม สินค้าประเภทอะคริลิค สัดส่วนประมาณร้อยละ 60 เป็นรายได้จากลูกค้าต่างประเทศ และสัดส่วนร้อยละ 40 45 เป็นลูกค้าในประเทศ ส่วนอุตสาหกรรมพลาสติกประเภทเครื่องรีด สัดส่วนประมาณร้อยละ 90 จะเป็นลูกค้าในประเทศ แต่บางครั้งต้องพิจารณาหลายปัจจัย ตัวอย่างเช่น ในกรณีค่าเงินบาทอ่อนตัว อาจจะเปลี่ยนการค้าให้ลูกค้าต่างประเทศมากกว่า เป็นสิ่งหนึ่งที่บริษัทต้องมองว่าจะมีผลกระทบถึงปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในอย่างไร
ผู้ถือหุ้นหลายท่านที่เข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในปี 2551 ยังไม่ทราบว่าธุรกิจการดำเนินงานของบริษัทคืออะไร จึงมีความประสงค์จะขอเข้าเยี่ยมชมโรงงาน บริษัทก็ได้ตอบสนองตามวัตถุประสงค์ให้แล้ว
4. ในปี 2549 บริษัทมีมติจากคณะกรรมการอนุมัติแผนการลงทุนในวงเงิน 299,000,000 บาท แต่ทำไมบริษัทยังชะลอแผนการลงทุนอยู่ ยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ
ประธานชี้แจงให้ทราบ
เนื่องจากบริษัทมีการซื้อที่ดินที่ เวลโกรว์ 31 ไร่ ตั้งแต่ปี 2537 แต่จากปัญหาเศรษฐกิจในประเทศที่ตกต่ำและสภาวะทางเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องชะลอไว้ก่อน รวมถึงการที่บริษัท Mitsubishi Rayon Co., Ltd. (MRC) เข้ามา take over บริษัท Lucite International จึงยังไม่ได้ดำเนินการใด ๆ ต่อ แต่ปัจจุบันการดำเนินการได้เสร็จสิ้นลงแล้วในปี 2552 ทำให้บริษัท Mitsubishi Rayon Co., Ltd. เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัท Lucite International อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการของบริษัท ยังขึ้นตรงกับบริษัท Lucite International เหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนโครงสร้างบริหารการจัดการแต่อย่างใด
5. โครงการนี้จะยังชะลอต่อไปหรือไม่
ประธานได้แจ้งให้ทราบว่า
การประชุมคณะกรรมการในครั้งหน้า จะมีการนำเสนอความคิดเห็นที่คาดว่าน่าจะดีกว่า ให้คณะกรรมการเพื่อพิจารณา แต่เนื่องจากสถานการณ์ณ์บ้านเมืองในประเทศไทยมีส่วนทำให้ผู้ถือหุ้นที่เป็นชาวต่างประเทศไม่มั่นใจ ประธานในฐานะที่เป็นผู้กำกับดูแลจะหาทางเลือกที่ดีเพื่อนำเสนอ เช่น ราคาที่ดินตรงไหนที่ขยับสูงขึ้น บริษัทอาจจะมีทางเลือกนำเงินมา finance เป็นเพียงทางเลือกที่จะนำเสนอ แต่ยังไม่เป็นมติของคณะกรรมการ
การบริหารจัดการในส่วนของอะคริลิคในปัจจุบันเต็มกำลังการผลิตแล้ว ซึ่งกำลังการผลิตได้เริ่มต้นตั้งแต่ 6,000 ตันต่อปี ต่อมาได้ขยายกำลังการผลิตเป็น 10,000 ตันต่อปี แต่ขณะนี้บริษัทยังมีปัญหาต่อเนื่องจากข้อจำกัดของกำลังการผลิต จึงจำเป็นต้องหาทางขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มมากขึ้น
คุณชฏาพร ฑีฆาอุตมากร ได้เสนอความคิดเห็น
1. จากการอธิบายเรื่องการซื้อที่ดินขยายโรงงานตั้งแต่ปี 2549 ราคา 104,780,000 บาท ในปัจจุบันก็ยังคงราคาเดิม และในปี 2554 จะยังคงราคานี้อยู่หรือไม่ ราคาน่าจะเพิ่มสูงขึ้นหรือไม่ ควรจะปรับราคาขึ้นให้เป็นราคาปัจจุบัน ในปีหน้าควรจะเป็นราคาที่แท้จริง ถ้าเป็นไปได้ที่ดินไม่ควรจะอยู่กับที่ ควรมีอะไรที่ทำให้งอกเงยขึ้นมา
ประธานกล่าวชี้แจง
ถือว่าเป็นข้อเสนอแนะที่ดี แต่บริษัทยังไม่เคยปรับเพิ่มมูลค่าของที่ดิน เนื่องจากการบริหารของทางต่างประเทศไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปรับเพิ่มมูลค่าราคาที่ดินตามราคาตลาดแต่อย่างใด
ประธานจึงขอความคิดเห็นจากคุณไกรแสง ธีระนุลักษณ์ ผู้จัดการผู้สอบบัญชีอาวุโสจาก บริษัท ไพร้ซวอร์เตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ว่าบริษัทมีโครงการที่จะทำราคาให้เป็นจริงตามตลาดหรือไม่
คุณไกรแสงได้ชี้แจงให้ผู้ถือหุ้นทราบว่า
การปรับราคาที่ดิน คงขึ้นอยู่กับนโยบายการบัญชีว่า บริษัทจะเลือกนโยบายทางบัญชีแบบใด ตามราคาทุนหรือราคาประเมิน แต่ในปัจจุบันบริษัทเลือกใช้นโยบายตามราคาทุน
ประธานกล่าวเสริมว่า สิ่งนี้เป็นนโยบายของทางต่างประเทศ แต่จากการนำเสนอมา ถือว่าเป็นข้อเสนอแนะที่ดี เพราะจะทำให้ผลต่างของมูลค่าทางบัญชีกับมูลค่าการประเมินไม่แตกต่างกันมากนัก และจะนำข้อมูลของผู้ถือหุ้นนำเสนอต่อคณะกรรมการในครั้งต่อไป
2. สต็อกปีนี้ลดลง แต่ยังอยู่ในหลัก 100 กว่าล้านบาท อยากทราบว่าบริษัทมีนโยบายการระบายสต็อกอย่างไร ถ้าบริษัทมีการระบายสต็อกออกได้มาก ก็จะกลายเป็นรายได้ที่มากขึ้น
ประธานชี้แจงให้ทราบว่า
บริษัทไม่มีปัญหาเรื่องสต็อกคงคลัง แต่อาจเป็นสต็อกคงเหลือระหว่างการตัดยอดในการปิดรอบบัญชี ที่บริษัทมีคำสั่งซื้อค้างอยู่จำนวนหนึ่ง แต่ตามสต็อกที่เป็นจริงเพื่อการเก็บสำรองหรือ buffered stock ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เช่น สต็อกอะคริลิคในปัจจุบันมีประมาณครึ่งเดือน โดยปกติควรจะเป็น 1 เดือน อีกสิ่งหนึ่งคือการจัดเก็บวัตถุ ดิบที่เหลือสิ้นปีมีค่อนข้างสูง เนื่องจากคาดการณ์ว่าวัตถุดิบจะขึ้นราคาจึงเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนสต็อค slow moving มีการจำหน่ายออกไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ
3. บริษัทมีสินค้าล้าสมัยด้วยหรือไม่
ประธานชี้แจงข้อซักถาม
สินค้าล้าสมัยคือ สินค้าที่เก็บไว้นานเกิน 12 เดือน ถือว่าเป็นสินค้า dead stock เช่น การผลิตสินค้าเกินความต้องการของลูกค้า ตัวอย่างเช่น ลูกค้าสั่งสินค้าจำนวน 100 แผ่น แต่การผลิตต้องผลิตถึง 112 แผ่น เพื่อกันสินค้าที่ผลิตออกมาแล้วไม่ได้คุณภาพ และเพื่อความรวดเร็วในการ shipment สินค้า ส่วนเกินจะเก็บไว้จนกว่าลูกค้ารายนั้นจะสั่งเพิ่มขึ้นมา แต่ถ้าไม่มีการสั่งซื้อ ก็จะกลายเป็น dead stock เพราะอาจจะเป็นสิ่งที่ขายยาก แต่อย่างไรก็ตาม การกำหนดราคาจะมีการตั้งสำรองในส่วนค่าใช้จ่ายนี้แล้ว
นโยบายของประธานที่นำเสนอต่อคณะกรรมการ ถ้าไม่มีคำอธิบายเรื่องการลงทุนที่จะขยายโรงงาน ก็จะนำมาเป็นเงินปันผล บริษัทค่อนข้างจะอนุรักษ์ระบบการจัดการ ดังนั้นทำให้บริษัทไม่มีหนี้สินระยะยาวกับธนาคาร
4. เงินสดที่ฝากอยู่ในบัญชีออมทรัพย์จำนวน 107,000,000 บาท เป็นการนำเงินออกไปใช้เร็วหรือไม่ ถ้าไม่เร็วควรเปลี่ยนจากการฝากออมทรัพย์เป็นการฝากแบบประจำ เพราะจะได้รับดอกเบี้ยสูงกว่า ทำให้ได้ประโยชน์มากขึ้น
ประธานตอบข้อซักถาม
บริษัท Lucite International จะมีกฎเกณฑ์ค่อนข้างรัดกุมในการบริหารจัดการกับการฝากเงิน จะฝากได้เฉพาะธนาคารที่กำหนดเท่านั้น เป็นสิ่งที่ผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงินของบริษัท ไม่สามารถจะดำเนินการนอกเหนือ
จากคำสั่งได้ ถ้าบริษัทบริหารจัดการกับธนาคารเพื่อเห็นแก่ดอกเบี้ยอาจจะเป็นปัญหารวมถึงเรื่องของเงินตราต่าง ประเทศ บริษัทจะมีระเบียบปฏิบัติในการบริหารความเสี่ยง ซึ่งอาจจะมีโอกาสได้ดอกเบี้ยสูงขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงมากขึ้น
5. ตั๋วแลกเงิน 70,000,000 บาทที่ถึงกำหนด อยู่ในส่วนไหนของรายการ
ประธานตอบข้อซักถาม
อยู่ในบัญชีออมทรัพย์
ผู้ถือหุ้นท่านแรกที่ไม่ประสงค์จะออกนาม ได้สอบถาม
เรื่องการจ่ายเงินปันผล
ประธานตอบข้อซักถาม
จากสถิติการจ่ายเงินปันผล บริษัทมีการจ่ายเงินปันผลด้วยดีมาตลอด มีเพียงปี 2541 ที่บริษัทไม่มีการจ่ายเงินปันผล และคาดว่าผลประกอบการของบริษัทน่าจะดีโดยตลอด เนื่องจากลูกค้าแต่ละรายค่อนข้างมีความสัมพันธ์และความเข้าใจกับบริษัทอย่างดี ซึ่งเป็นจุดแข็งของบริษัท
ไม่มีผู้ใดซักถามต่อไป ประธานจึงกล่าวขอบคุณผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่านที่ให้เกียรติเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ พร้อมทั้งกล่าวปิดประชุม
ปิดประชุมเวลา 11.15 น.
(นายสุจิตร ศรีเวทย์บดี)
กรรมการผู้จัดการ
ทำหน้าที่ในนามประธานในที่ประชุม
(นางมัสยา รุ่งเรือง)
บันทึกการประชุม